ข่าวประชาสัมพันธ์ WLE

      เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ผู้ช่วยศาสราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 กล่าวต้อนรับผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมอาจ วงษ์ขมทอง ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้กล่าวเปิดการเรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 และรองศาตราจารย์ ดร. นายแพทย์กำพล ศรีวัฒนกุล ประธานกฎบัตรสุขภาพไทย (Thailand Charter of Health) และ Board of Director IARO (International Anti-aging and Regenerative Medicine Organization) กล่าวต้อนรับผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 และผ่านวิดีทัศน์โดย Professor Tetsuya Yamasoba, Chairman International Anti-aging and Regenerative Medicine Organization (IARO) สามประธานภาคีร่วมจัดหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ณ ห้อง Radiant ชั้น 4 BDMS Connect Center ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ

45565_0_1_11zon
567_0_13_11zon

เวลา 13.50 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ ได้แนะนำคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ ทั้ง 9 ท่าน และผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 จำนวน 48 คน

เวลา 14.30 น. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมอาจ วงษ์ขมทอง ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ ได้บรรยายหัวข้อ “Science of Wellness and Longevity” โดยท่านได้กล่าวว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากวิถีเดิมที่เน้นเพียงการรักษาโรค (Medicine 2.0) ไปสู่ยุคแห่งการดูแลสุขภาพเชิงรุกและเวชศาสตร์เฉพาะบุคคล (Medicine 3.0) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการยืดอายุขัยควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่สมบูรณ์ (Wellness & Longevity) รากฐานสำคัญของวิทยาการชะลอวัยนี้มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่การค้นพบทฤษฎีอนุมูลอิสระ (Free Radical Theory) ในปี 1956 ซึ่งระบุว่าสารอนุมูลอิสระและภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) คือตัวการหลักที่ทำลายเซลล์ จนกระทั่งปัจจุบันองค์ความรู้ได้พัฒนาไปสู่การระบุ “12 กลไกต้นน้ำแห่งความชราและความเสื่อมของเซลล์” (The 12 Hallmarks of Aging) เช่น ความไม่เสถียรของระดับพันธุกรรม, การสั้นลงของเทโลเมียร์, เซลล์ชราภาพ (Cellular Senescence) และความเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนถูกเร่งด้วยพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต นำไปสู่กลุ่มโรคความเสื่อมเรื้อรังตามวัย (Age-Associated Degenerative Diseases) เพื่อตอบสนองต่อพลวัตและการเปลี่ยนแปลงนี้

หลักสูตร Wellness and Longevity for Executives (WLE) รุ่นที่ 4 จึงได้บูรณาการองค์ความรู้ระดับสูงผ่าน 8 เสาหลักสำคัญ เพื่อสร้างผู้นำทางความคิดด้านสุขภาพ ประกอบด้วย (1) The Science of Wellness and Longevity: เจาะลึกวิทยาการชะลอวัย พันธุศาสตร์ และดิจิทัลเฮลธ์ (2) Personal Longevity Optimization: การปรับพฤติกรรมส่วนบุคคล ทั้งโภชนาการ การนอน และการออกกำลังกาย (3) Brain Health and Emotional Resilience: การดูแลสุขภาพสมองและการฟื้นฟูทางอารมณ์ (4) Executive Health and Precision Longevity Medicine: เวชศาสตร์แม่นยำและการแพทย์หน้าที่ (Functional Medicine) (5) Biohacking and Emerging Longevity Technologies: การใช้เทคโนโลยีไบโอแฮ็กกิ้ง, ตู้ออกซิเจนแรงดันสูง (HBOT) หรือแสงบำบัด (6) Integrative and Traditional Medicine: การแพทย์ผสมผสานและแพทย์แผนดั้งเดิม (7) Preventing Major Diseases of Aging: กลยุทธ์การป้องกันโรคร้ายแรงแห่งวัย เช่น มะเร็ง และสมองเสื่อม และ (8) Regenerative and Future Medicine: เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมและการแพทย์อนาคต

การจะมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพจำเป็นต้องผสานรวมเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เข้ากับ 6 เสาหลักของวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพ (6 Pillars of Wellness Lifestyle) ได้แก่ โภชนาการที่ดี, การออกกำลังกาย, การนอนหลับที่มีคุณภาพ, การบริหารความเครียด, การหลีกเลี่ยงสารพิษ และความสัมพันธ์ทางสังคมที่เข้มแข็ง การขับเคลื่อนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบผ่านหลักสูตรวิชาการระดับผู้นำนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานของระบบบริการสุขภาพยุคใหม่ เพื่อยกระดับมิติสุขภาพที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

9575_0_8_11zon
23575_0_11_11zon

เวลา 14.30 น. หลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรัณยู พลนิกร ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการวิจัยขั้นสูง สำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาบรรยายในหัวข้อ “Cellular Health Foundations: Understanding Declining Drivers and Their Impacts on Whole Body System” ท่านได้กล่าวว่าคนส่วนใหญ่มักประเมินสุขภาพจากผลตรวจเลือดพื้นฐาน หากอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่มีอาการเจ็บป่วย ก็มักเชื่อว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ทว่าในมุมมองทางการแพทย์และชีววิทยาสมัยใหม่ สุขภาพที่แท้จริงคือการมีดุลยภาพ (Homeostasis) หรือความสามารถของเซลล์ 37 ล้านล้านเซลล์ที่ทำงานประสานกันอย่างสมดุล

โดยทั่วไปโรคภัยไข้เจ็บมักก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ เป็นเวลานานก่อนที่จะสามารถวินิจฉัยพบ ภายใต้ผลตรวจร่างกายที่ดูปกติ อาจมีภาวะการอักเสบระดับต่ำ (Low-grade inflammaging) ซ่อนตัวอยู่ในกระแสเลือดหรือลำไส้แล้ว ร่างกายของเราไม่ใช่เพียงอวัยวะที่แยกส่วนกัน แต่คือเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันด้วยสารเคมีอย่างซับซ้อน เซลล์แต่ละเซลล์เปรียบเสมือนเมืองอัจฉริยะที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และไม่มีระบบใดทำงานโดดเดี่ยวเพียงลำพัง เซลล์เหล่านี้สื่อสารกันตลอดเวลาด้วยสารเคมี เช่น ฮอร์โมน, ไซโตไคน์, สารสื่อประสาท และถุงเวสิเคิล (Extracellular Vesicles) เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ DNA หรือ รหัสพันธุกรรม เป็นตัวกำหนดสุขภาพทั้งหมด ซึ่งแท้จริงแล้ว จีโนม (Genome) เปรียบเสมือนกรรมเก่า หรือพิมพ์เขียวที่ได้มาตั้งแต่เกิดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ การตรวจยีนจึงบอกได้เพียงความเสี่ยงพื้นฐาน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ายีนนั้นกำลังทำงานอยู่หรือไม่ ส่วนเอพิจีโนม (Epigenome) เปรียบเสมือนกรรมใหม่ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ควบคุมการเปิดหรือปิดการทำงานของยีน ซึ่งถูกกำหนดโดยไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนในแต่ละวัน เช่น โภชนาการ การนอนหลับ และความเครียด

นอกจากเซลล์ของเราเองแล้ว สุขภาพยังถูกขับเคลื่อนโดยจุลชีพในร่างกาย ซึ่งมียีนมากกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่า โดยเฉพาะในลำไส้ จุลชีพเหล่านี้จะหลั่งสารเคมีสำคัญ เช่น กรดไขมันสายสั้น (SCFAs) เพื่อควบคุมภูมิคุ้มกันและการอักเสบ หากจุลชีพเสียสมดุล (Dysbiosis) จะทำให้ลำไส้รั่ว เกิดการอักเสบเรื้อรังที่ลุกลามไปทั่วร่างกาย ส่งผลเสียไปถึงการทำงานของสมอง การสูญเสียสมดุลของสมองไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงข้อเดียว แต่เกิดจากความล้มเหลวเชิงระบบที่ปัจจัยหลายอย่างมาบรรจบกัน ได้แก่ (1) จุลชีพในลำไส้เสียสมดุล (Microbiome Dysbiosis) ลำไส้และสมองสื่อสารกันตลอดเวลา หากจุลชีพเสียสมดุลจะส่งผลกระทบต่อการส่งสัญญาณไปที่สมองโดยตรง (2) การอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammaging) ภาวะการอักเสบระดับต่ำที่สะสมอย่างต่อเนื่องจะเข้าไปทำลายเซลล์ประสาทและขัดขวางการทำงานของจุดซินแนปส์ (3) การไหลเวียนเลือดสู่สมองลดลง (Reduced Cerebral Blood Flow): ทำให้สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารน้อยลง ทั้งยังทำให้เครือข่ายประสาทและการกำจัดของเสียอ่อนแอลง (4) ไมโทคอนเดรียทำงานบกพร่อง (Mitochondrial Dysfunction) แหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ลดลง ทำให้เกิดความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) และความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองลดลง (5) การสะสมของเซลล์ชราภาพ (Cellular Aging & Senescence): เซลล์ที่เสื่อมสภาพจะสะสมตัวและเข้าไปรบกวนความสมดุลของโปรตีน ทำให้การทำงานของระบบประสาทบกพร่อง ระบบกล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle) คือ กล้ามเนื้อไม่ได้มีหน้าที่แค่ขยับเขยื้อนร่างกาย แต่เปรียบเสมือนแหล่งผลิตสัญญาณทางเคมีที่สำคัญ (A Major Source of Chemical Signals) 

กระบวนการทำงานของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นผ่านกลไก 4 ขั้นตอนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1) การเคลื่อนไหว (Movement) เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำหน้าที่เป็นตัวจุดประกาย (Trigger) ให้กับร่างกาย (2) การหดตัว (Contraction) เมื่อเส้นใยกล้ามเนื้อหดตัว จะเกิดการกระตุ้นเชิงกลและสร้างแรงตึงขึ้นมา (3) การส่งสัญญาณทางเคมี (Chemical Signaling) กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานจะหลั่งสารเคมีที่เรียกว่าไมโอไคน์ (Myokines) เช่น IL-6 และ Irisin รวมถึงสารเมแทบอไลต์ เปปไทด์ และถุงเวสิเคิลขนาดเล็ก (EVs) เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต (4) การรักษาสมดุลองค์รวม (Whole-Body Homeostasis): สัญญาณทางเคมีเหล่านี้จะเดินทางไปบูรณาการความสมดุล ประสานงาน และปกป้องระบบอื่นๆ ทั่วทั้งร่างกาย ระบบกล้ามเนื้อและระบบอื่นๆ ในร่างกายมีการสื่อสารและทำหน้าที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อรูปร่างที่สวยงาม แต่เป็นการกดสวิตช์ให้กล้ามเนื้อหลั่งสารเคมีแห่งการฟื้นฟูออกมา เพื่อทำหน้าที่ปกป้องสมอง บำรุงหัวใจ ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน และรักษาสภาพแวดล้อมภายใน (Homeostasis) ให้ทุกเซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแรงอย่างยั่งยืน

เวลา 17.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ ได้นำกิจกรรมการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน โดยได้แบ่งผู้เรียนเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มคาร์บอน (Carbon : C) ซึ่งมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่ม 2.กลุ่มไฮโดรเจน (Hydrogen : H) ซึ่งมีนายแพทย์วิโรจน์ ตระการวิจิตร ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่ม 3.กลุ่มไนโตรเจน (Nitrogen : N) ซึ่งมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สมอาจ วงษ์ขมทอง ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่ม 4.กลุ่มออกซิเจน (Oxygen : O) ซึ่งมีดร.จิรากร ทิศายุกตะ ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่ม เพื่อให้สมาชิกในแต่ละกลุ่มได้เริ่มต้นทำความรู้จักคุ้นเคยกันภายในแต่ละกลุ่มผู้เรียนเป็นเบื้องต้น

เวลา 19.00 น. คณะผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 3 โดยการนำของคุณจำนรรค์ ศิริตัน ประธานกรรมการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด และประธานรุ่นผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 3 และคณะผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 3 ร่วมกันจัดงาน “Welcome WLE 4” ณ Harmony II ชั้น 2 BDMS Connect Center ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ เพื่อต้อนรับผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ทุกท่านเข้าสู่การเป็นสมาชิกของ Wellness Ecosystem และครอบครัว WLE อย่างอบอุ่นและสนุกสนาน ด้วยการขับร้องเพลงของผู้เรียนอย่างน่าประทับใจเป็นอย่างมาก โดยมีคุณรติวัลคุ์ ธนาธรรมโรจน์ ผู้ประสานใจของรุ่น ทำหน้าที่พิธีกรได้อย่างครืนเครง