ข่าวประชาสัมพันธ์ WHB

               ณ ห้องคามิเลีย บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ถนนราชดำริ ในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2568 เวลา 13.30 น. หลักสูตร Wellness & Healthcare Business Opportunity Program for Executives : Wellness and Longevity Ventures (WHB) รุ่น 6 ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงวริศรา รุทระวณิช Medical Director of Bangkok Life Longevity and Biohacking Club มาบรรยายหัวข้อ “Bangkok Life Longevity and Biohacking Hub: Global Products and Longevity Services Development” ท่านได้กล่าวว่ามูลค่าตลาดสุขภาพทั่วโลกในปี 2024 พุ่งสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ต่อปีที่ 6.2% ในช่วงปี 2019-2024 ภาคส่วนที่มีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ (1) การดูแลส่วนบุคคลและความงาม มีมูลค่า 1,350 พันล้านดอลลาร์ (2) การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก มีมูลค่า 1,148 พันล้านดอลลาร์ (3) กิจกรรมทางกาย (Physical Activity) มีมูลค่า 1,144 พันล้านดอลลาร์ (4) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มีมูลค่า 894 พันล้านดอลลาร์ สำหรับในระดับภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก มีการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 มีมูลค่าสูงถึง 2,034.4 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 30.08 ของตลาดโลก โดยประเทศที่มีขนาดตลาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกในภูมิภาค คือ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ในส่วนของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 9 ของภูมิภาค และอันดับที่ 24 ของโลก ด้วยมูลค่าตลาด 42.71 พันล้านดอลลาร์

               เทรนด์ในปี 2026 จะมุ่งเน้นไปที่การใช้ข้อมูล (Data-enabled) และความเฉพาะเจาะจงรายบุคคล (Extreme Personalization) โดยมีการนำเทคโนโลยี AI และการตรวจวิเคราะห์ระดับการแพทย์มาใช้ในการติดตามตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) เพื่อลดอายุชีวภาพ (Biological Age) และจัดการสุขภาพเชิงลึก Biohacking คือ นิยามใหม่ของการเพิ่มประสิทธิภาพร่างกาย โดยเปรียบเทียบระหว่าง Biohacking และการแพทย์แผนปัจจุบันไว้ ดังนี้ (1) Biohacking เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Performance Optimization) และการมีอายุยืนยาว (Longevity) โดยใช้ข้อมูลนำทาง มีลักษณะเป็น DIY และเน้นเชิงรุก (Proactive) (2) การแพทย์แผนปัจจุบันเน้นการรักษาโรค (Disease Treatment) ตามมาตรฐานสากลและเน้นเชิงรับ (Reactive)

               เทคโนโลยีและนวัตกรรม Biohacking ที่น่าจับตามองในปี 2026 เช่น (1) Wearables & Digital Biomarkers การติดตามคุณภาพการนอน ความแปรปรวนของการเต้นของหัวใจ (HRV) และระดับน้ำตาลในเลือดแบบ Real-time (2) Regenerative Therapies การบำบัดด้วย Exosome และ Stem Cell เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และการทำ EBO2 เพื่อกรองเลือดและเพิ่มออกซิเจน (3) Neurowellness การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve Stimulation) และการใช้เทคโนโลยี Neurofeedback เพื่อจัดการความเครียดและอาการ Burnout (4) Longevity Residences อสังหาริมทรัพย์ที่ออกแบบมาเพื่อสุขภาพ เช่น ส้วมอัจฉริยะที่วิเคราะห์ของเสียได้ และระบบแสงไฟตามนาฬิกาชีวิต (Circadian Lighting)

LINE_ALBUM_WHB รุ่นที่ 6 ในวันที่ 6 มี.ค.2569_260316_6
LINE_ALBUM_WHB รุ่นที่ 6 ในวันที่ 6 มี.ค.2569_260316_1

              เวลา 15.30 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 ได้รับเกียรติจาก เภสัชกร ดร.ปัณณวิชญ์ โชติเตชธรรมมณี CEO บริษัท ออกานิกส์ คอสเม่ จำกัด เจ้าของแบรนด์สินค้า “Dr. Jel” มาบรรยายหัวข้อ “T-Beauty: Organic Cosmetics Brand Development & Marketing” ท่านได้กล่าวถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมความงามไทยด้วยนวัตกรรม Organic และพลังปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคที่ตลาดความงามมีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว T-Beauty (Thai Beauty) กำลังก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในระดับสากล โดยเฉพาะการผนวกเอาสมุนไพรพื้นถิ่นไทยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

               ปัจจุบันตลาดความงามไทยมีมูลค่าสูงกว่า 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก (Organic Segment) มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องถึง 15-20% ต่อปี ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z (73%) ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการผลิตภัณฑ์ที่ “สะอาด มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบที่มาได้” (Clean + Effective + Traceable) โดยประเทศไทยมีจุดแข็ง คือ สมุนไพรไทย เช่น ขมิ้น, ใบบัวบก และมะขาม ซึ่งเป็น Unique Selling Point ที่ทรงพลังในตลาดโลก แต่ยังมีแบรนด์ออร์แกนิกที่มีผลงานวิจัยรองรับ (Evidence-Based Claims) จำนวนน้อย จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการรายใหม่

               เส้นทางสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการความงามตามแนวทางของ Organics Cosme เริ่มต้นจากการเข้าใจทั้งกระบวนการผลิตและฝั่งการตลาด ได้แก่

  1. R&D & Formulation: วิจัยสูตรและทดสอบความปลอดภัย
  2. OEM Manufacturing: เริ่มต้นผลิตให้กับแบรนด์อื่นเพื่อสร้างประสบการณ์และรายได้
  3. Own Brand Launch: เปิดตัวแบรนด์ตนเอง (เช่น Dr.Jel) โดยเน้นช่องทางออนไลน์
  4. Scale + AI Integration: ขยายธุรกิจโดยใช้ AI เต็มรูปแบบ

               โดยมีกลยุทธ์ Action Plan สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์เครื่องสำอางออร์แกนิกยุคใหม่ ท่านวิทยากรได้นำเสนอแผนงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่

  1. Research & Validate: ใช้ AI หาช่องว่างตลาดและกลุ่มเป้าหมาย
  2. Formulate & Certify: พัฒนาสูตรที่เสถียร มีประสิทธิภาพ และได้รับมาตรฐาน (GMP, อย., Organic Cert)
  3. Brand & Package: ออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly)
  4. Launch & Scale: เปิดตัวผ่านระบบออนไลน์และใช้ AI Marketing Automation ในการขยายฐานลูกค้า

          การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการยึดถือมาตรฐานออร์แกนิก ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มกำไร (Margin) ให้สูงขึ้น 30-50% แต่ยังเป็นใบเบิกทางสำคัญในการเข้าสู่ตลาดระดับสูงอย่าง สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ การเข้าใจทั้งศาสตร์แห่งการตั้งตำรับและการใช้เทคโนโลยี AI จึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ T-Beauty

LINE_ALBUM_WHB รุ่นที่ 6 ในวันที่ 6 มี.ค.2569_260316_46
LINE_ALBUM_WHB รุ่นที่ 6 ในวันที่ 6 มี.ค.2569_260316_47

               เวลา 17.30 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด (มหาชน) ศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าชื่อดังระดับอาเซียน และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลธีรพร มาบรรยายหัวข้อ “Personal Care and Beauty : Business Opportunity” ท่านได้กล่าวว่าทิศทางอุตสาหกรรมความงามและการดูแลส่วนบุคคลในปี 2026 ก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเป็นเพียง “สินค้าแฟชั่น” สู่การเป็น “นวัตกรรมสุขภาพเชิงป้องกัน” (Preventive Healthcare) อย่างเต็มรูปแบบ การปรับตัวครั้งสำคัญของภาคธุรกิจที่มุ่งเน้นการผสานเทคโนโลยี AI, วิทยาศาสตร์ระดับเซลล์ (Longevity), และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองว่าความสวยภายนอก คือ ดัชนีชี้วัดสุขภาพภายใน

               นิยามใหม่ของความงาม Beauty Meets Wellness & Longevity อุตสาหกรรมในปี 2026 จะถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “Functional Beauty” หรือความงามที่ทำหน้าที่มากกว่าการประทินผิว

  • Biomarkers of Health: ผู้บริโภคเริ่มมองสภาพผิวและเส้นผมเป็นตัวบ่งชี้การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมและสมดุลฮอร์โมน
  • Ingestible Beauty: อาหารเสริมความงาม เช่น Collagen Gummies และ Biotin Tablets กลายเป็นสินค้ามาตรฐานที่เชื่อมโยงการดูแลจากภายในสู่ภายนอก
  • Longevity Focus: กว่า 60% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอวัยในระดับเซลล์ (Cellular Aging) และการรักษาสมดุลของจุลินทรีย์บนผิว (Microbiome)

               การพลิกโฉมด้วยเทคโนโลยี AI และ Digital Health ซึ่งมีบทบาทของเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญ ได้แก่ (1) AI Beauty การใช้ AI ในการวิเคราะห์สภาพผิวส่วนบุคคลเพื่อออกแบบสกินแคร์เฉพาะบุคคล (Personalized Skincare) (2) Smart Device Integration: อุปกรณ์ดูแลความงามอัจฉริยะ (Beauty Gadgets) เช่น เครื่องมือยกกระชับใบหน้าที่ผสานเทคโนโลยีการกระตุ้นประสาทหรือการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อความผ่อนคลายและลดความเครียด (3) Digital Retail Expansion: การเข้าถึงผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำยิ่งขึ้น

               โอกาสทางธุรกิจในปี 2026 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของแบรนด์ แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อมั่นและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ (1) Science-Backed Products: การใช้วัตถุดิบกลุ่ม Peptide Complex, Ceramide และการดูแล Microbiome (2) Omnichannel Presence: การสร้างจุดสัมผัสทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (In-person Wellness Experiences) (3) Preventive Strategy: การวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เพื่อสุขภาพและการมีอายุยืนยาว (Longevity Lifestyle)

LINE_ALBUM_WHB รุ่นที่ 6 ในวันที่ 6 มี.ค.2569_260316_110