ข่าวประชาสัมพันธ์ WHB
ณ ห้องคามิเลีย บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ถนนราชดำริ ในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. หลักสูตร Wellness & Healthcare Business Opportunity Program for Executives : Wellness and Longevity Ventures (WHB) รุ่น 6 ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ที่ปรึกษาคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาบรรยายหัวข้อ “Lifestyle Intervention & Health Technology for Longevity” ท่านได้กล่าวถึงเป้าหมายของมนุษย์ได้เปลี่ยนจากการโหยหาชีวิตอมตะ (Immortality) มาเป็นการยืดช่วงเวลาที่ร่างกายมีความแข็งแรงและปราศจากโรค (Healthspan) ให้ยาวนานที่สุด โดยความท้าทายหลักคือการลดช่องว่างระหว่างช่วงเวลาที่มีสุขภาพดีกับช่วงท้ายของชีวิตที่อาจต้องเผชิญกับภาวะทุพพลภาพ ปัจจัยที่มีผลต่อความยาวของชีวิตไม่ได้มาจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ร้อยละ 70-80 เกิดจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหัวใจสำคัญดังนี้ 1.โภชนาการ (Nutrition): การจำกัดพลังงาน (Caloric Restriction) อย่างเหมาะสม และการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนเพื่อชะลอความเสื่อมของเซลล์ 2.การออกกำลังกาย (Physical Activity): การสร้างมวลกล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตที่แข็งแรงถือเป็นยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุด 3.การจัดการความเครียดและการนอนหลับ: การนอนที่มีคุณภาพส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมร่างกาย
ในปัจจุบันนี้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อพยากรณ์และป้องกันก่อนเกิดโรค (Predictive & Preventive Medicine) เช่น 1.การตรวจยีน (Genetics) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงรายบุคคล 2.Health Technology การใช้ Wearable Devices เพื่อติดตามสัญญาณชีพและพฤติกรรมสุขภาพแบบ Real-time 3.Biomarkers of Aging การตรวจวัดระดับความเสื่อมของเซลล์เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล และท่านได้กล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจและสำคัญอย่างยิ่งใน “วิชาชีวิต” คือ การวางแผนล่วงหน้าสำหรับวาระสุดท้าย (End of Life Care) โดยเน้นย้ำเรื่อง Living Will หรือหนังสือแสดงเจตจำนงล่วงหน้าเกี่ยวกับการปฏิเสธการรักษาที่เพียงเพื่อยื้อชีวิตในสภาวะที่รักษาไม่หาย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และจากไปอย่างสงบ โดย Living Will ไม่ใช่การทำ Euthanasia (การพยายามทำให้ตาย) แต่เป็นการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมตามความต้องการที่แท้จริงของบุคคล
เวลา 15.30 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงสร้อยเพชร ประเทืองเศรษฐ์ ผู้อำนวยการคลินิก บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ศูนย์วิจัย มาบรรยายในหัวข้อ “Longevity Clinic: A New Convergence Between Healthcare and Longevity” ท่านได้กล่าวว่าในวันที่โลกก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด” (Super-aged Society) นิยามของการทำธุรกิจสุขภาพได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การรักษาโรคเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่อยู่ที่การบริหารจัดการชีวิตเพื่อยืดช่วงเวลาแห่งการมีสุขภาพดี (Healthspan) ให้ยาวนานที่สุดผ่านโมเดล Longevity Clinic แรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ Longevity Clinic กลายเป็นเมกะเทรนด์มาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.สังคมสูงวัย ประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 2.โรคเรื้อรัง (NCDs) อัตราการเกิดโรคที่เกิดจากพฤติกรรมพุ่งสูงขึ้น 3.ความเหลื่อมล้ำของอายุขัย คนมีอายุยืนขึ้น (Lifespan) แต่กลับใช้ชีวิตช่วงท้ายด้วยความเจ็บป่วย (Healthspan) 4.ค่าใช้จ่ายในการรักษา ต้นทุนการรักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การมีสุขภาพดีและมีอายุยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.พันธุกรรม (Genes) 2.สิ่งแวดล้อม (Environment) และที่สำคัญที่สุดคือ 3.วิถีชีวิต (Lifestyle) ซึ่ง Longevity Clinic จะเข้ามาจัดการปัจจัยเหล่านี้อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่ความสมดุลของฮอร์โมน, การผลิตพลังงานของเซลล์ (Mitochondria), และการลดการอักเสบในร่างกาย Longevity Clinic ในเครือของ BDMS Wellness Clinic ใช้แนวทาง “Precision & Personalization” หรือการแพทย์แม่นยำเฉพาะบุคคล โดยมีกระบวนการหลักคือ 1.Advanced Diagnostics: การตรวจเชิงลึก เช่น การตรวจยีน, การวัดความยาวเทโลเมียร์ (Telomere length) เพื่อดูอายุชีวภาพ, และการตรวจระดับสารอาหารในเลือด 2.Lifestyle Prescription: การสั่งยาในรูปแบบของการปรับพฤติกรรม ทั้งการเลือกอาหารเฉพาะบุคคล (Nutrigenomics), การออกกำลังกายที่เหมาะสม, และการจัดการความเครียด และ 3.Supplementation & Therapy: การใช้สารอาหารเสริมหรือฮอร์โมนทดแทนเพื่อปรับสมดุลร่างกายในระดับโมเลกุล
นอกจากนี้ท่านวิทยากรยังได้กล่าวอีกว่าธุรกิจด้าน Wellness and Longevity มีแนวโน้มเติบโตอย่างมหาศาล ตามรายงานของ Global Wellness Economy คาดการณ์ว่าในปี 2028 จะมีมูลค่าถึง 8.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งกลุ่มการแพทย์ป้องกันและเฉพาะบุคคล (Preventive & Personalized Medicine) เป็นหนึ่งในสาขาที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของธุรกิจนี้ยังคงอยู่ที่ข้อจำกัดด้านกฎหมาย, การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และการบริหารจัดการความคาดหวังของผู้รับบริการ
เวลา 17.00 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 ได้รับเกียรติจาก ดร.วัชรวิชญ์ กีรติดุสิตโรจน์ ประธานบริหาร บริษัท ฮาร์วาดเอเชียคอนซัลติ้ง จำกัด มาจัด Workshop และบรรยายในหัวข้อ “Wellness and Longevity Business Project by AI” ท่านได้แนะนำการใช้ AI ในเชิงวิชาการ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักตามลักษณะการใช้งานดังนี้
กลุ่มที่ 1: โมเดลภาษาขนาดใหญ่และพื้นฐานทั่วไป (General Purpose LLMs) เน้นงานเขียน การวิเคราะห์เหตุผล และการโต้ตอบทั่วไป ได้แก่ (1) Claude AI เขียนภาษาสวย เป็นธรรมชาติ เหมาะกับงานสรุปเนื้อหา (2) ChatGPT เก่งรอบด้าน ทำได้หลายอย่าง (Multi-modal) เหมาะกับการระดมสมอง (3) Gemini เชื่อมต่อกับ Google Workspace ได้ดีเยี่ยม วิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลและวิดีโอเก่ง (4) Grok เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลแบบ Real-time ของแพลตฟอร์ม X เหมาะกับการติดตามกระแสโลกหรือวิเคราะห์ความเห็นของคนในโซเชียลมีเดีย ณ เวลานั้น (5) DeepSeek มีประสิทธิภาพสูง เก่งเรื่องการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล (Reasoning) โดยเฉพาะงานด้าน คณิตศาสตร์ และการเขียนโค้ด (Coding) เหมาะกับงานเขียนโปรแกรมซับซ้อน, แก้โจทย์เลข (6) Qwen เข้าใจภาษาได้หลากหลาย (Multilingual) และมีประสิทธิภาพสูงมากในผลทดสอบทางวิชาการ (Benchmarks) เหมาะกับงานวิจัย, การแปลภาษา, หรือองค์กรที่ต้องการโมเดลแบบ Open-source ไปติดตั้งในระบบของตัวเอง
กลุ่มที่ 2: ผู้ช่วยวิจัย พัฒนา และจัดการความรู้ (Research & Dev Assistants) เน้นการจัดการข้อมูลดิบให้กลายเป็นความรู้ ได้แก่ (1) Perplexity เน้นการค้นหาข้อมูลแบบอ้างอิงแหล่งที่มา (Fact-checking) (2) NotebookLM ใช้ AI วิเคราะห์จากเอกสารส่วนตัวของเราเอง (3) Manus คือสิ่งที่เรียกว่า “AI Agent” คือไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่ “ลงมือทำ” แทนเราได้ เหมาะกับการวิจัยตลาด (Market Research), งานธุรการที่ต้องเปิดหลายเว็บพร้อมกัน หรือการจองตั๋ว/วางแผนเดินทาง (4) Google AI Studio แพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา, ปรับจูน Prompt เหมาะกับนักพัฒนาสร้าง App, ทดสอบ API (5) Flowith AI Workflow แบบ Canvas สามารถแตกประเด็นคำตอบออกมาเป็นโหนด (Node) ให้เราเห็นภาพรวมของความคิดเชื่อมโยงกัน เหมาะกับงานวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning), การทำ Brainstorming หรือการจัดการโปรเจกต์ที่มีหลายขั้นตอน
กลุ่มที่ 3: ปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์สื่อประสม (Generative Media & Creative AI) เน้นงานภาพ เสียง และวิดีโอ ได้แก่ (1) Midjourney ตัวท็อปเรื่องการสร้างรูปภาพเชิงศิลปะ (2) MiniMax เครื่องมือสร้างวิดีโอและเสียงที่สมจริง เหมาะกับการทำคอนเทนต์ TikTok/Reels, งานพากย์เสียง, หรือสร้างคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่เน้นความสมจริง (3) Runway เครื่องมือตัดต่อและสร้างวิดีโอระดับมืออาชีพ เหมาะกับงานโฆษณา, ศิลปิน Visual Effects (VFX), และ Production House ที่ต้องการงานวิดีโอคุณภาพสูง (4) Kling AI AI สร้างวิดีโอที่โดดเด่นเรื่องความยาวและความแม่นยำของฟิสิกส์ เหมาะกับการสร้างหนังสั้น, วิดีโออธิบายเนื้อหา (Explainer Video), หรือคลิปที่ต้องมีลำดับเหตุการณ์ยาวๆ
นอกจากนี้ท่านวิทยากรได้สอนวิธีการใช้เบื้องต้น Claude AI โดยการให้แนวทางการเขียนชุดคำสั่ง (Prompt) เพื่อสื่อสารและสั่งการ AI ได้แก่ 1.Who are you? 2. Who am I? 3. Please help me 4. Promt conditions 5. How to present?
