ข่าวประชาสัมพันธ์ WHB

      ณ ห้องคามิเลีย บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ถนนราชดำริ ในวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. หลักสูตร Wellness & Healthcare Business Opportunity Program for Executives : Wellness and Longevity Ventures (WHB) รุ่น 6 ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มาบรรยายในหัวข้อ “Driving High-Value Economy through ATMP and Precision Medicine” ท่านได้กล่าวว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการชะลอวัย (Longevity Hub) ของโลก โดยอาศัยจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์และบุคลากรที่มีความพร้อม แนวทางที่สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนี้

  1. แผนยุทธศาสตร์ Thailand ATMP Roadmap 2025 ประเทศไทยมีเป้าหมายในการเร่งรัดการเข้าถึงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products – ATMP) ให้เร็วที่สุดในอาเซียน โดยกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน ได้แก่
  • ปี 2025 เปิดตัวยุทธศาสตร์ระดับชาติ (National Strategy Launch)
  • ปี 2026 จัดตั้งเครือข่ายการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial Network Established)
  • ปี 2029 ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง ATMP ของอาเซียน (ASEAN ATMP Hub)
  1. การประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมการแพทย์และยา โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปวงการแพทย์ โดยเฉพาะในด้านการค้นหายาใหม่ (Drug Discovery) และการวิเคราะห์เครื่องหมายชีวภาพ (Biomarkers) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้ระบบ Generative AI ในการออกแบบโมเลกุลยา และการทำนายผลการทดสอบทางคลินิก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้อย่างมหาศาล
  2. บันไดสู่การมีอายุยืนยาว (Longevity Ladder) ด้วยการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู (Preventive + Regenerative) ที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้ตามระดับงบประมาณ (Longevity Ladder) ได้แก่ (1) ระดับพื้นฐาน (0 บาท) เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การทำสมาธิ การนอนหลับที่ดี การออกกำลังกาย และการคุมน้ำหนัก (2) ระดับกลาง (10,000 บาท/เดือน) การตรวจเลือดเชิงลึก การเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่ขาด และการปรับสมดุลฮอร์โมน (3) ระดับสูง (50,000 บาท/เดือน) การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การฟื้นฟูด้วยสเต็มเซลล์ (Stem Cell Rejuvenation) และการฟื้นฟูเซลล์ภูมิคุ้มกัน (Immune Cell Rejuvenation)

               เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Longevity Hub อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาใน 4 ด้านหลัก คือ (1) Manufacturing: โรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานระดับสากล (2) Clinical Trial: การพัฒนาระบบการทดสอบทางคลินิกที่มีประสิทธิภาพ (3) Innovation Ecosystem: การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมและบุคลากรเชี่ยวชาญ (4) Regulation: การมีกฎระเบียบและการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อรับรองความปลอดภัยของผู้ป่วย

DSCF0529

            เวลา 15.30 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ทันตแพทย์ภควัตร ชาตริยานุโยค กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลเด็นทัล คอมเพล็กซ์ จำกัด มาบรรยายในหัวข้อ “Dental Tourism : Driving Thailand’s Oral Health Economy” ท่านได้กล่าวว่าในปัจจุบันการดูแลสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในประเทศ “การท่องเที่ยวเชิงทันตกรรม” (Dental Tourism) ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) อย่างเต็มรูปแบบ โดยประเทศไทยได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมารับบริการทางทันตกรรมควบคู่ไปกับการพักผ่อน ปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยโดดเด่นในอุตสาหกรรมนี้ ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ (1) ความคุ้มค่าด้านราคา (Cost-Effectiveness) ค่าบริการทางทันตกรรมในไทยมีราคาถูกกว่าประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือแคนาดา ถึง 50-75% โดยที่ยังคงรักษามาตรฐานการรักษาในระดับสากล (2) มาตรฐานการรักษาระดับสูง ทันตแพทย์ไทยจำนวนมากสำเร็จการศึกษาและได้รับวุฒิบัตรจากสถาบันชั้นนำระดับโลก และสถานพยาบาลหลายแห่งได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยต่างชาติ (3) โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ความพร้อมของสนามบิน ที่พักที่หลากหลาย และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ทำให้การมาทำฟันในไทยไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่เป็นการมาพักผ่อนที่มีคุณภาพ

               กลุ่มผู้ป่วยต่างชาตินิยมเดินทางมาเพื่อรับบริการในกลุ่ม ทันตกรรมเพื่อความงามและงานบูรณะขั้นสูง ซึ่งรวมถึงการรากเทียม (Dental Implants) ทั้งแบบซี่เดียวและแบบทั้งปาก (All-on-4/6) โดยใช้เทคโนโลยีและวัสดุแบรนด์มาตรฐานสากล, วีเนียร์และทันตกรรมเพื่อความงาม เพื่อการปรับเปลี่ยนรอยยิ้มด้วยราคาที่จับต้องได้มากกว่า, การครอบฟันและงานบูรณะ ซึ่งมักใช้เวลาในการรักษาไม่นานและสอดคล้องกับช่วงเวลาการพักผ่อน

               การท่องเที่ยวเชิงทันตกรรมไม่เพียงแต่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศในฐานะบริการสุขภาพที่ถูกเลือกใช้บริการมากเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11% ของบริการทั้งหมด และเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งในด้านการจ้างงานและการยกระดับเทคโนโลยีการรักษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อมาตรฐานสุขภาพช่องปากของคนไทยในระยะยาวด้วยเช่นกัน

DSCF0769

เวลา 17.00 น. Wellness / Longevity Innovation Group Project ครั้งที่ 1 (6 กลุ่ม) นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ ได้ให้ข้อมูลองค์ประกอบที่ควรมีในโมเดลนวัตกรรมธุรกิจด้านเวลเนส และ/หรือ ลองจีวิตี้ โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็น 6 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มแคลเซียม (Ca) ซึ่งมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากลุ่ม 2. กลุ่มโครเมียม (Cr) ซึ่งมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากลุ่มแทน 3. กลุ่มไอร์ออน (Fe) ซึ่งมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมอาจ วงษ์ขมทอง ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากลุ่ม 4. กลุ่มแมกนีเซียม (Mg) ซึ่งมีดร.จิรากร ทิศายุกตะ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากลุ่ม 5. กลุ่มซีลีเนียม (Se) ซึ่งมีนายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากลุ่ม 6. กลุ่มซิงค์ (Zn) ซึ่งมีนายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากลุ่ม โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้สมาชิกของแต่ละกลุ่มมีโอกาสได้ทำความรู้จักธุรกิจและหน้าที่การงานระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การระดมความคิด เพื่อสร้างโมเดลนวัตกรรมธุรกิจด้านเวลเนส และ/หรือ ลองจีวิตี้ของกลุ่มต่อไป

DSCF0816