ข่าวประชาสัมพันธ์ WHB
ณ ห้องคามิเลีย บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ถนนราชดำริ ในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. หลักสูตร Wellness & Healthcare Business Opportunity Program for Executives : Wellness and Longevity Ventures (WHB) รุ่น 6 ได้รับเกียรติจาก ดร. นายแพทย์ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. มาบรรยายหัวข้อ “Wellness Organization: from Workplace to Wellness Place” ท่านได้กล่าวว่ากลุ่มโรค NCDs หรือที่ถูกนิยามว่าเป็น “โรคที่คุณสร้างเอง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ โดยในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคนี้สูงถึงร้อยละ 74 ของการเสียชีวิตทั้งหมด หรือเกือบ 4 แสนคนต่อปี วิกฤตสุขภาพนี้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 2.2 ของ GDP ปัจจัยเสี่ยงหลัก 5 อันดับแรกของคนไทย ได้แก่ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง, การสูบบุหรี่, ความดันโลหิตสูง, การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม และมลพิษทางอากาศ นอกจากนี้ การมีกิจกรรมทางกายต่ำและพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Physical Inactivity) ยังเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญ โดยพบข้อมูลว่าคนไทยมีพฤติกรรมนั่งนานเฉลี่ยถึง 14 ชั่วโมง 32 นาทีต่อวัน เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว สสส. ได้ส่งเสริมกรอบแนวคิดองค์กรสุขภาวะ (Healthy Organization) ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) สภาพแวดล้อมการทำงานทางกายภาพ 2) สภาพแวดล้อมการทำงานทางสังคมและจิตใจ 3) แหล่งทรัพยากรสนับสนุนด้านสุขภาพของบุคลากร และ 4) ความสัมพันธ์ขององค์กรกับชุมชนและสังคม โดยมีการบูรณาการโครงการ “Happy 8 Workplace” ซึ่งครอบคลุมความสุข 8 ประการ เช่น Happy Body, Happy Brain, Happy Heart และ Happy Society เป็นต้น นอกจากมิติด้านสุขภาพแล้ว องค์กรยังต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคต (Future of Jobs) ตามแนวทางของ World Economic Forum โดยทักษะที่สำคัญประกอบด้วย การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytic thinking), ความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) และความยืดหยุ่นปรับตัวได้ง่าย (Resilience, flexibility and agility) เพื่อให้บุคลากรพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคม
เวลา 15.30 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 ได้รับเกียรติจาก คุณบุญชัย หล่อพิพัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท มาราธอน (ประเทศไทย) จำกัด และประธานสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) มาบรรยายหัวข้อ “Unlocking Opportunities in Sports Business and Sports Tourism” ท่านได้กล่าวว่ากีฬาพัฒนามาจากพฤติกรรมการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น การล่าสัตว์และการต่อสู้ ต่อมาในยุคโบราณและยุคกลาง กีฬาเริ่มมีความเชื่อมโยงกับศาสนา อำนาจทางการเมือง และการฝึกฝนทางทหาร เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 18-19) เกิดการจัดตั้งกฎกติกาที่เป็นมาตรฐานผ่านระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัย จนกระทั่งยุคโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 20 กีฬาได้กลายเป็นความบันเทิงระดับมวลชนผ่านการถ่ายทอดสด และในยุคปัจจุบัน กีฬาได้หลอมรวมเข้ากับเรื่องของสุขภาพ อัตลักษณ์ และกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีองค์กรระดับโลกอย่างคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทาง และจำแนกความแตกต่างของกิจกรรมทางกายไว้ 3 ระดับอย่างชัดเจน ได้แก่ (1) กีฬา (Sport) เป็นกิจกรรมที่มีโครงสร้าง มีกฎกติกาทางการ มีการแข่งขันเพื่อวัดผลแพ้ชนะ และขับเคลื่อนด้วยผู้เข้าชมหรือเศรษฐกิจแบบความบันเทิง (2) การออกกำลังกาย (Exercise) เป็นกิจกรรมที่มีการวางแผนและทำซ้ำๆ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาหรือรักษาสมรรถภาพทางกายและสุขภาพ โดยไม่จำเป็นต้องมีการแข่งขัน และ (3) สุขภาวะ (Wellness) เป็นการมองสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งทางกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม โดยเน้นการป้องกันและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน
ท่านวิทยากรได้กล่าวต่อว่าการเติบโตของวงการกีฬาและสุขภาพเปิดโอกาสให้เกิดโมเดลธุรกิจที่หลากหลายและมีมูลค่าสูง เช่น ศูนย์ทดสอบและพัฒนาสมรรถภาพขั้นสูง (High-Performance Centers), คลินิกฟื้นฟูร่างกายและดูแลผู้สูงอายุ (Rehabilitation & Active Aging Clinics), การผลิตอุปกรณ์ฟิตเนสอัจฉริยะ (Smart Fitness Equipment), แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลนักกีฬา (Data & Performance Analytics Platforms), สถาบันฝึกสอนกีฬาระดับเยาวชน (Sport-Specific Academies), โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพในองค์กร (Corporate Wellness) เพื่อลดปัญหาออฟฟิศซินโดรม, การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism & Performance Camps), การจัดการศึกษาและออกใบรับรอง (Education & Certification), ศูนย์ฟื้นฟูร่างกายเพื่อความยืนยาว (Recovery & Longevity Centers) และการรับเหมาออกแบบและติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาแบบครบวงจร (Turnkey Solutions) และท่านได้จำแนกความแตกต่างของระบบการพัฒนานักกีฬาของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยโมเดลสหรัฐอเมริกาเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ระดับรากฐาน เริ่มจากลีกเยาวชนที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินสนับสนุน (Pay-to-play) สู่กีฬาระดับมหาวิทยาลัย (NCAA) ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลและมีการให้ทุนการศึกษา ก่อนที่นักกีฬาหัวกะทิเพียงส่วนน้อยจะถูกดราฟต์ (Draft) เข้าสู่ลีกกีฬาอาชีพ (เช่น NFL, NBA) ที่มีมูลค่าอุตสาหกรรมสูงถึง 70-80 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในส่วนของโมเดลประเทศไทยจะเป็นระบบนิเวศแบบผสมผสานที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐเป็นหลัก แบ่งเป็น 4 ระดับดังนี้ (1) ระดับโรงเรียนจะเน้นการเฟ้นหาผู้มีแววผ่านระบบพลศึกษาและการคัดเลือกตัวแทนภูมิภาค มากกว่าการทำธุรกิจหรือลิขสิทธิ์สื่อ (2) ระดับเยาวชน ใช้ระบบบันได 3 ขั้น ของการกีฬาแห่งประเทศไทย (ตัวแทนจังหวัด > รอบคัดเลือกภาค > กีฬาเยาวชนแห่งชาติ) เพื่อคัดกรองนักกีฬาเข้าสู่แคมป์ทีมชาติ (3) ระดับมหาวิทยาลัย โดยเน้นการให้สวัสดิการและทุนการศึกษา เพื่อรักษานักกีฬาไม่ให้เลิกเล่น และเป็นสะพานเชื่อมสู่ทีมชาติหรือการรับราชการ มากกว่าการมุ่งเน้นรายได้ลิขสิทธิ์แบบ NCAA (4) ระดับสมัครเล่นชั้นเลิศ/ทีมชาติ จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของนักกีฬาไทยคือการติดทีมชาติ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศและเป็นแหล่งรายได้หลักที่มั่นคง (จากเงินรางวัล ทุนการศึกษา และการบรรจุรับราชการ) มากกว่าการพึ่งพาระบบสโมสรอาชีพเพียงอย่างเดียว
เวลา 17.00 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 จัดให้มีการนำเสนอธุรกิจของผู้เรียน “WHB Business Connect ครั้งที่ 2” มีผู้เรียนหลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 นำเสนอธุรกิจ จำนวน 3 ท่าน ดังนี้ (1) ดร.พิชญ์ สุธีรวรรธนา กรรมการ บริษัท เจ็ท เอท (ประเทศไทย) จำกัด (2) นักเทคนิคการแพทย์หญิงธัญญลักษณ์ จงประสพโชคชัย Executive Director, Zest-Med Co., Ltd. (3) คุณธนาศักดิ์ ทรัพย์หิรัญกุล Chief Executive Officer and Owner, CIEN Co., Ltd. โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง เป็นผู้ดำเนินการนำเสนอ
เวลา 18.30 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและวิกฤตบำบัด และอดีตอาจารย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา บรรยายผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) ในหัวข้อ “Young Gen Wellness 360° : Physical Strength and Mental Resilience” ท่านได้กล่าวว่าข้อจำกัดด้านเวลาถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การออกกำลังกายแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) เป็นรูปแบบการฝึกที่สลับความเข้มข้นของการออกแรงในระดับสูงสุดกับช่วงพักฟื้นในระยะเวลาสั้นๆ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนประสิทธิภาพในหลายมิติ ยกตัวอย่างเช่น
- การเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญ (Metabolic Efficiency): จากงานวิจัยพบว่าการฝึกแบบ HIIT สามารถเพิ่มอัตราการใช้พลังงานและเผาผลาญแคลอรี่ได้สูงกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกทั่วไป (Steady-state cardio) ถึง 30% ในระยะเวลาที่เท่ากัน
- การลดไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat Reduction): HIIT มีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นการสลายไขมันสะสม โดยเฉพาะไขมันที่พอกเกาะบริเวณอวัยวะภายใน (Visceral Fat) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
- การปรับตัวระดับเซลล์ (Cellular Adaptation): ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของไมโทคอนเดรีย (Mitochondrial biogenesis) ในเซลล์กล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อสามารถดึงออกซิเจนจากกระแสเลือดไปใช้สกัดเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
