ข่าวประชาสัมพันธ์ WHB

           ณ ห้องคามิเลีย บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ถนนราชดำริ ในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2568 เวลา 13.30 น. หลักสูตร Wellness & Healthcare Business Opportunity Program for Executives : Wellness and Longevity Ventures (WHB) รุ่น 6 ได้จัดให้มีการเสวนาวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในหัวข้อ “Wellness Real Estate for Longevity” โดยได้รับเกียรติจาก คุณนิษฐา ภูษาชีวะ Green Business and Collaboration Manager, SCG Smart Living และ Mr. James Duan, Chairman, Coral Holding Co., Ltd. โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ทั้งนี้ คุณนิษฐา ภูษาชีวะ ได้กล่าวว่า ในนอดีตการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ สุขภาพของโลก (Planetary Health) เพียงอย่างเดียว ทว่าความเป็นผู้นำในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องบูรณาการความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับสุขภาพของมนุษย์ (Human Health) อย่างเท่าเทียมกัน แนวคิดนี้สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยกรอบการทำงานระดับสากลที่ทำงานส่งเสริมซึ่งกันและกัน ได้แก่ (1) LEED มุ่งเน้นการปรับปรุงตัวอาคารกายภาพและคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอาคาร (2) WELL มุ่งเน้นมาตรฐานด้านแนวคิดเกี่ยวกับมนุษย์และประสบการณ์เชิงพื้นที่ (3) Fitwel มุ่งเน้นไปที่กรอบการทำงานด้านสาธารณสุขและพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย SCG ให้ความสำคัญกับโซลูชันด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมผ่านฉลาก SCG Green Choice ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 14021 โดยมีการนำเสนอเทคโนโลยีที่โดดเด่น เช่น

  • SCG Air Scrubber: ระบบบำบัดอากาศเสียที่ช่วยลดการใช้พลังงานระบบปรับอากาศได้อย่างน้อยร้อยละ 20 และสามารถควบคุมระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในอาคารไม่ให้เกิน 750 ppm
  • SCG Bi-ion: ระบบไอออนกำจัดเชื้อโรค ที่สามารถลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส รวมถึงไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) ได้สูงสุดถึงร้อยละ 99
  • SCG Active AIR Quality: เครื่องเติมอากาศดีที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 และเชื้อโรคได้ร้อยละ 99
  • บริการสร้างบ้าน SCG HEIM: ระบบการสร้างบ้านที่มาพร้อมเทคโนโลยี Air Tightness และ Air Factory ซึ่งช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ถึง 20 เดซิเบล

ส่วน Mr. James Duan ได้กล่าวถึงนวัตกรรม Air & Energy Re-Engineering ของบริษัท คอรัล ไลฟ์ จำกัด การออกแบบครบวงจร (Total Solution) ที่เน้นการลดความต้องการพลังงานจากต้นเหตุ (Energy Demand Reduction) แทนการพึ่งพาเพียงพลังงานทางเลือก ผ่าน 3 หลักเทคโนโลยี ดังนี้

  1. Building Envelope Upgrade การปรับปรุงกรอบอาคารเพื่อลดการถ่ายเทความร้อน (Transmission Loss)
  2. HVAC System Optimization การใช้ระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง ร่วมกับระบบถ่ายเทอากาศ Zehnder
  3. Digital Twin & AI การใช้ระบบจำลองเสมือนและปัญญาประดิษฐ์ในการควบคุมและบำรุงรักษาอาคารแบบคาดการณ์ล่วงหน้า (Smart Predictive Maintenance)

จากกรณีศึกษา Coral Life Headquarters (สุขุมวิท 39) พบว่าการใช้โซลูชันนี้สามารถลดภาระการทำความเย็น (Cooling Load) ได้ถึง 80% จากเดิม 3 ล้าน BTU เหลือเพียง 500,000 BTU ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากประมาณ 500,000 บาทต่อเดือน เหลือเพียง 70,000 บาท หรือประหยัดได้ถึง 86% ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของ Coral Life คือการส่งให้สำนักงานใหญ่ได้รับรองว่าเป็นอาคารแห่งแรกในประเทศไทยที่เข้าสู่โครงการคาร์บอนเครดิต Standard T-VER โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) Coral Life ไม่เพียงแต่ดำเนินงานตามมาตรฐานสากล แต่ยังเป็นอาคารแรกและอาคารเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับรอง PHI Certified Building (Passive House Institute) รวมถึงได้รับรางวัล Building Energy Code (BEC) Awards จากกระทรวงพลังงาน ด้วยประสบการณ์กว่า 16 ปี (ตั้งแต่ปี 2008) และผลงานการติดตั้งในโครงการหลากหลายประเภท อาทิ โรงพยาบาลพระราม 2, สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์, และอาคารสำนักงาน TTB พิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีการจัดการอากาศและพลังงานที่ล้ำสมัย สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งในเชิงธุรกิจ (ROI) และเชิงสิ่งแวดล้อม (ESG) ได้อย่างเป็นรูปธรรม…..

 

658948856_1319762556868573_298702104308098291_n
661387799_1319762540201908_5749898019791169750_n

          เวลา 16.00 น. หลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 ได้จัดให้มีการเสวนาวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในหัวข้อ “Caring for Longevity : Trends in Senior Care Business” โดยได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร ผู้เชี่ยวชาญการจัดการด้านผู้สูงอายุและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการสวางคนิเวศ และ นายแพทย์เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Chersery home โรงพยาบาลผู้สูงอายุและศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ทั้งนี้ แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร ได้กล่าวว่าการมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น (Ageing Well) ไม่ใช่ปัญหาทางการแพทย์ แต่เป็นปัญหาด้านการออกแบบ (Ageing well is not a medical problem – It is a design problem) แนวคิดนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากการเน้นแค่การมีชีวิตรอด (Survival) ไปสู่การรักษาความสามารถในการทำหน้าที่ของร่างกาย (Maintaining Functional Ability) และการพึ่งพาตนเองได้ (Independence) 6 การเปลี่ยนแปลงสำคัญระดับโลก (Global Shifts) ได้แก่ (1) Environment = Medicine สิ่งแวดล้อมคือยาขนานเอก (2) Social Health ชุมชนคือกลไกการรักษา (3) Healthy Spaces พื้นที่ที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะดี (4) Prevention > Treatment เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา (5) Integrated Care การดูแลแบบบูรณาการ (6) Home-Clinic-Community การเชื่อมโยงบ้าน คลินิก และชุมชนเข้าด้วยกัน

การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้สูงอายุต้องครอบคลุมปัจจัยพื้นฐาน 6 ประการ คือ (1) Physical พื้นที่ออกกำลังกาย การเคลื่อนไหว และความปลอดภัย (2) Mental & Spiritual พื้นที่สงบเพื่อการพักผ่อน จิตวิญญาณ และการเข้าถึงธรรมชาติ (3) Social พื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัย (Prosocial design) (4) Economic & Financial ความคุ้มค่าในการลงทุนและต้นทุนการเดินทางที่ลดลง (5) Environmental เทคโนโลยีอาคารสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดพลังงาน (6) Civic & Community การมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและการอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย และในอนาคตอสังหาริมทรัพย์จะไม่ใช่แค่ที่พัก แต่ต้องมีบริการ Medical Wellness ที่ผสมผสานการใช้ชีวิตกับการแพทย์อิงหลักฐาน (Evidence-based) โดยเน้นเสาหลักสำคัญ เช่น โภชนาการ, กิจกรรมทางกาย, การนอนหลับที่มีคุณภาพ, การจัดการความเครียด และความสัมพันธ์เชิงบวก

ส่วน นายแพทย์เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ได้กล่าวถึง Chersery home โรงพยาบาลผู้สูงอายุและศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ในวาระครบรอบ 10 ปี ภายใต้แนวคิดทศวรรษแห่งการยกระดับการดูแลผู้สูงอายุของไทย ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรม Robotic Service ซึ่งเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม (Integrating Smart Technology for Comprehensive Patient Care) โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะสมองเสื่อม (Dementia) Chersery Home ยึดถือหลักการสำคัญ 3 ประการในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ได้แก่ (1) Accessibility (การเข้าถึง) การนำหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพเฉพาะทางส่งตรงถึงบ้าน เพื่อขจัดอุปสรรคด้านการเดินทางของผู้สูงอายุ (2) Affordability (ราคาที่เหมาะสม) การใช้ประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนเชิงระบบ ทำให้ครอบครัวทั่วไปสามารถเข้าถึงการดูแลระดับโลกได้ (3) Accountability (ความรับผิดชอบ) การติดตามความก้าวหน้าด้วยข้อมูล (Data-driven tracking) ผ่านระบบ Medbot และ HUR logs เพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์ทางคลินิกที่โปร่งใสสำหรับแพทย์และครอบครัว

หัวใจสำคัญของบริการคือระบบหุ่นยนต์ Medbot ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จาก อย. เรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญหลายรูปแบบ ได้แก่ (1) Universal Controller เครื่องควบคุมหลักที่ใช้ระบบ Assist As Needed โดยหุ่นยนต์จะออกแรงช่วยเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น มีโหมดการฝึก 3 รูปแบบ คือ โหมด Training (ฝึกซ้ำ), โหมด Game (ฝึกผ่านเกมเฉพาะทาง) และโหมด Arcade (เชื่อมต่อกับเกมทั่วไป) (2) Exmotion & Enmotion3D หุ่นยนต์สำหรับฟื้นฟูแขนท่อนบนและแขนในระนาบ 3 มิติ เพื่อช่วยในการทำ Functional training (3) Exwrist หุ่นยนต์ฟื้นฟูข้อมือที่มาพร้อมระบบ Robotic Mirror Therapy เพื่อฝึกการออกแรงข้อมือผ่านการเลียนแบบการเคลื่อนไหว (4) Exleg & Robotic Free Walk นวัตกรรมสำหรับการฟื้นฟูขาและการเดิน โดยมีหุ่นยนต์ช่วยพยุงและฝึกเดิน (Lower limb Exoskeleton) ซึ่งสามารถปรับแรงช่วยเหลือได้ตั้งแต่ 10-100% ตามสภาพผู้ป่วย

กระบวนการรักษาเริ่มต้นจากการตรวจประเมินทางกายภาพอย่างละเอียด (Physical Examination) การวิเคราะห์ปัญหา (Physical Dysfunction) และการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ทั้งนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวมีข้อจำกัดที่ต้องระวัง เช่น ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเกร็งรุนแรง (Severe Spasticity), ผู้ที่มีแผลเปิดในบริเวณที่สวมใส่ หรือผู้ที่ไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ จากการติดตามผลการใช้งาน (Case Performance Tracking) พบว่าผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมและโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านสมาธิจดจ่อและกำลังกล้ามเนื้อ (Muscle Strength) ที่เพิ่มขึ้นจากเกรด 2+ เป็นเกรด 4 ภายในระยะเวลาการฝึกเพียง 1-6 เดือน

663109225_1319762646868564_3717148270564070491_n
659801553_1319762650201897_7047117146167832508_n

          เวลา 19.00 น. คณะกรรมการบริหารหลักสูตร WHB รุ่นที่ 6 และผู้เรียนหลักสูตร WHB รุ่นที่ 1 ถึง รุ่น 6 ร่วมกันจัดงาน “Uniting WHB 1-6 & Exclusive Dinner Talk 2026” ณ ห้องแมคโนเลีย บอลรูม ชั้น 10 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ถนนราชดำริ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของหลักสูตร WHB ทุกรุ่น ได้มีโอกาสกระชับความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์ WHB รุ่น 1 ถึง รุ่น 6 และรับฟังการบรรยายพิเศษจาก คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และร่วมเพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีและขับร้องของวง Mahidol Pop Band บรรยากาศอบอวลด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และความครื้นเครงตลอดงาน

659575053_1319762736868555_7407270385163211607_n
659588047_1319762740201888_2911014839350216999_n