ข่าว WLE รุ่นที่ 4 สัปดาห์ที่ 3

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30 น. ณ ห้อง Radiant ชั้น 4 BDMS Connect Center ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ หลักสูตร Wellness and Longevity Program for Executives (WLE) รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และนายกสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ “Neurowellness and Cognitive Performance for Executives” โดยท่านได้กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยส่งผลให้อุบัติการณ์ของโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามธรรมชาติเมื่อมนุษย์มีอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการรู้คิดด้านความจำ ความเร็วในการประมวลผล และการใช้เหตุผลจะถดถอยลง นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำลายหลอดเลือดและเนื้อสมอง จนนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าร้อยละ 45 ของความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ หากมีการจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างเหมาะสมในทุกช่วงวัย การป้องกันเริ่มได้ตั้งแต่วัยเด็กด้วยการส่งเสริมการศึกษาเพื่อสร้างทุนสำรองทางปัญญาให้กับสมอง เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การรักษาสุขภาพจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมน้ำหนัก ระดับความดันโลหิตและไขมัน การระวังภาวะสูญเสียการได้ยิน และการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก สำหรับผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับการควบคุมโรคเบาหวาน การงดสูบบุหรี่ การดูแลสายตา การหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าและความโดดเดี่ยว

การรักษาสุขภาวะทางสมองอย่างยั่งยืนสามารถทำได้ผ่านการปรับพฤติกรรมตามหลัก “Vital 6” ได้แก่ (1) การเลือกโภชนาการแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งประยุกต์ใช้วัตถุดิบในอาหารไทยได้โดยเน้นปลา ผัก ธัญพืชขัดสีน้อย ไขมันดี และลดการบริโภคเนื้อสัตว์ติดมันหรืออาหารแปรรูป (2) การออกกำลังกายระดับปานกลางขึ้นไปอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์เพื่อเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด (3) การให้ความสำคัญกับการนอนหลับอย่างมีคุณภาพและการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (4) ตลอดจนการเข้าสังคมพบปะผู้คน (5) การจัดการความเครียดเพื่อรักษาสุขภาพจิต และ (6) การทำกิจกรรมท้าทายความคิดเพื่อฝึกฝนสมองให้สร้างจุดเชื่อมต่อประสาทใหม่

ในปัจจุบันยังไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน หรือยาใดๆ ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่าสามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้อย่างสมบูรณ์ ยารักษาทางการแพทย์ที่มีอยู่ให้ผลเพียงการประคับประคองอาการชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น การดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านผ่านการปรับพฤติกรรมและการควบคุมโรคประจำตัว จึงเป็นยุทธศาสตร์การป้องกันที่ทรงประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดในการรักษาสุขภาพสมองให้อยู่ในภาวะสมบูรณ์

เวลา 15.30 น. หลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน บรรยายผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) ในหัวข้อ “Mindfulness and Cognitive Longevity” ท่านได้กล่าวว่าการฝึกเจริญสติ (Mindfulness) ได้ก้าวข้ามขอบเขตจากความเชื่อทางศาสนาและการปฏิบัติในอาราม สู่การเป็นศาสตร์กระแสหลักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันมีการเปิดสอนหลักสูตรการเจริญสติในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก โดยมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านสมองและระบบประสาทวิทยาให้การรับรอง ส่งผลให้มีผู้ปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตใจหลายพันล้านคนทั่วโลก แท้จริงแล้วการเจริญสติคือการตระหนักรู้ตัวและการมีจิตจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน โดยเฝ้าสังเกตความรู้สึกนึกคิดและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลางโดยปราศจากการตัดสิน และที่สำคัญคือการไม่ปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปกับอดีตหรืออนาคต

ประโยชน์ของการเจริญสตินั้นครอบคลุมในหลากหลายมิติ หากมองผ่านกรอบของพระไตรปิฎกและพุทธศาสนา การฝึกสมาธิจะช่วยยกระดับการพัฒนาใน 4 ด้าน ได้แก่ พัฒนาการทางกาย พัฒนาการทางสังคม พัฒนาการทางจิต และพัฒนาการทางปัญญา สิ่งเหล่านี้มีความสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ยืนยันว่าการเจริญสติช่วยลดความเครียด ทำให้อารมณ์ดีขึ้น เพิ่มพูนสมาธิ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และมีส่วนช่วยในการชะลอวัย ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทว่าอุปสรรคสำคัญของมนุษย์คือธรรมชาติของจิตที่มักว้าวุ่น หรือที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบเปรยว่าเป็น “จิตลิง” (Monkey Mind) ในแต่ละวันมนุษย์มีความคิดผุดขึ้นมากมายนับหมื่นเรื่อง ทำให้เรามักจะตกเป็นทาสของความกังวลและความคิดโดยไม่รู้ตัว การจะฝึกจิตที่ว้าวุ่นให้เชื่องนั้นสามารถทำได้ด้วยการกลับมาจดจ่อที่ลมหายใจ โดยเริ่มต้นจากการนั่งในท่าที่ผ่อนคลาย หายใจเข้าออกลึกๆ แล้วปล่อยให้ลมหายใจดำเนินไปตามธรรมชาติ เฝ้ามองกระบวนการนั้นโดยไม่คาดหวังหรือพยายามบังคับสิ่งใด เมื่อจิตเริ่มตั้งมั่นและสงบลง เสียงรบกวนภายในใจจะค่อยๆ จางหายไป นำมาซึ่งความรู้สึกเบาสบายและปัญญาที่ตระหนักรู้ถึงความเป็นจริง โดยสามารถนำการฝึกสติมาผสานไว้ในชีวิตประจำวันได้อย่างกลมกลืนผ่านแนวทางปฏิบัติที่ต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการตระหนักรู้ถึงลมหายใจเข้าออกลึกๆ อย่างผ่อนคลายประมาณ 5-10 นาที พร้อมกับการแผ่ความเมตตาปรารถนาดีออกไปทั่วโลกอย่างไร้พรมแดน และตั้งปณิธานที่ดีในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาทำงานหรือการใช้ชีวิตระหว่างวัน การฝึกสติจะช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) โดยการเป็นเพียงผู้เฝ้ามองอารมณ์หรือสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ แต่ไม่หลุดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์นั้น

นอกจากนี้ การหมั่นตระหนักรู้ในทุกความคิด ทุกคำพูด และทุกอิริยาบถ รวมถึงการกลับมาดูลมหายใจของตนเองในทุกๆ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงระหว่างการทำงาน ยังช่วยรักษาสุขภาพจิตและสุขภาวะที่ดีในการทำงานได้อีกด้วย การสร้างวิถีปฏิบัติเหล่านี้ให้กลายเป็นนิสัยผ่านการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในยามเช้าและก่อนนอน จะนำพาจิตใจไปสู่ความตื่นรู้ ทำให้มองเห็นความจริงของชีวิต และสามารถปล่อยวางความยึดติด นำไปสู่อิสรภาพทางจิตใจอย่างแท้จริง

เวลา 17.00 น. หลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์จิตรักษ์ ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ มาบรรยายในหัวข้อ “Mind Health for Executives” ท่านได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความกดดันรอบด้านว่า “สุขภาพจิต” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้บริหารระดับสูง สอดคล้องกับข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เน้นย้ำว่าความสมบูรณ์ของสุขภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งหมายรวมถึงภาวะความเป็นปกติสุขทางจิตใจและการปรับตัวในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ภาระงานที่หนักหน่วงและความคาดหวังระดับสูงมักผลักดันให้ผู้บริหารเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) ที่แสดงออกผ่านความอ่อนล้าทางอารมณ์ การลดความเป็นบุคคล และความรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จลดลง ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังได้กล่าวถึงความเครียดสะสมดังกล่าวยังนำไปสู่ภาวะเศร้าแอบแฝง (Masked Depression) ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่ได้แสดงความโศกเศร้าอย่างชัดเจน แต่เลือกที่จะระบายความเครียดผ่านพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การทำงานหนักเกินพอดี การดื่มสุรา หรือการละเลยการดูแลสุขภาพตนเอง จนส่งผลกระทบเชื่อมโยงโดยตรงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ที่มีอัตราความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเผชิญกับภาวะซึมเศร้า

ในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) ตามแนวทางของ Martin E.P. Seligman ควบคู่ไปกับทฤษฎี Growth Mindset ของ Carol Dweck ที่ชี้ให้เห็นว่าความสามารถและสมองของมนุษย์สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเชื่อมต่อได้เสมอผ่านประสบการณ์และการฝึกฝน ผู้บริหารที่นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้จะสามารถมองอุปสรรคเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ ให้ความสำคัญกับกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูง ผสานกับการยกระดับรูปแบบการดูแลรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนบ้าน (Home-like environment) และการใช้กิจกรรมบำบัดเพื่อสร้างความหมายให้ชีวิต (Meaningful activities) เช่น ศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัด และโยคะ

นอกจากนี้ ท่านยังได้เน้นย้ำถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมว่า บุคคลจะต้องผ่านขั้นตอนสำคัญตั้งแต่การตระหนักรู้ การประเมินความพร้อม ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและการป้องกันการกลับไปสู่พฤติกรรมเดิม ซึ่งในส่วนของการดูแลรักษานั้น สถานพยาบาลและศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพจิตสมัยใหม่ได้พัฒนารูปแบบการบริการที่ครอบคลุมทั้งการบำบัดแบบกลุ่ม การดูแลผู้ป่วยนอก และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในชุมชน เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการสามารถค้นพบคุณค่าในตนเอง การเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและยั่งยืนย่อมเริ่มต้นจากการตระหนักรู้และการบริหารจัดการจิตใจของตนเอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Resilience) ที่พร้อมนำพาองค์กรก้าวข้ามทุกความท้าทายในโลกธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง

เวลา 18.30 น. หลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์จิตรักษ์ ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ นำกิจกรรม Biohacking 2: Emotional Resilience ร่วมกับคุณศิรินันท์ ทองดี นักกิจกรรมบำบัด ได้นำผู้เรียนให้ทำกิจกรรมบำบัด Kawa Model (แบบจำลองรูปแม่น้ำ) เป็นกรอบแนวคิดในทางกิจกรรมบำบัดที่คิดค้นขึ้นโดยนักกิจกรรมบำบัดชาวญี่ปุ่น (Michael K. Iwama) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมิน ทำความเข้าใจ และบำบัดรักษาผู้รับบริการ โดยเปรียบเทียบชีวิตของมนุษย์เสมือนกับสายน้ำ (River) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักและเป้าหมายในการทำ Kawa Model มีดังนี้

  1. เพื่อทำความเข้าใจชีวิตและบริบทของผู้รับบริการในมุมมองที่กว้างขึ้น แทนที่จะมองผู้ป่วยจากโรคหรืออาการทางกาย/จิตใจเพียงอย่างเดียว Kawa Model จะช่วยให้ทั้งนักกิจกรรมบำบัดและตัวผู้รับบริการมองเห็นภาพรวมของ ชีวิต ความเป็นอยู่ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ผ่านการอุปมาอุปไมยองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ (1.1) แม่น้ำ (River / Life Flow): ชีวิตและการไหลลื่นของช่วงเวลา ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน (1.2) ฝั่งน้ำและท้องน้ำ (Rocks / Life Circumstances & Problems): อุปสรรค ปัญหา โรคภัยไข้เจ็บ หรือสถานการณ์ชีวิตที่ติดขัด (1.3) ก้อนหิน (Driftwood / Assets & Resources): ทรัพยากร บุคลิกภาพ ทักษะ ความสามารถ หรือการสนับสนุนที่ผู้รับบริการมีอยู่ (1.4) กอหญ้าหรือสิ่งกีดขวาง (Environment / Social & Physical Context): สิ่งแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม และกายภาพที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต (1.5) ช่องว่างระหว่างสิ่งกีดขวาง (Spaces / Occupational Form & Action): โอกาสและความสามารถในการทำกิจกรรมและการดำเนินชีวิตท่ามกลางอุปสรรคเหล่านั้น
  2. เพื่อลดอุปสรรคทางวัฒนธรรมในการบำบัด โมเดลนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของทฤษฎีตะวันตก (ที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคลสูง) เมื่อนำมาใช้กับผู้ป่วยในบริบทวัฒนธรรมตะวันออกหรือวัฒนธรรมอื่นๆ Kawa Model ช่วยให้ผู้รับบริการสามารถสะท้อนความรู้สึกและปัญหาของตนเองออกมาได้ง่ายขึ้นผ่านสัญลักษณ์ธรรมชาติ โดยไม่ต้องรู้สึกอึดอัดกับการใช้แบบประเมินแบบตะวันตกที่อาจเข้าใจยาก
  3. เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการสะท้อนคิด (Self-Reflection) การวาดหรือพูดคุยผ่าน Kawa Model ช่วยให้ผู้รับบริการได้ทบทวนชีวิตของตนเอง มองเห็นปัญหาที่กำลังเผชิญว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระแสชีวิต และตระหนักรู้ว่าพวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนหรือใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ (ท่อนไม้) เพื่อหาทางออกหรือปรับวิถีชีวิตให้ไหลลื่นต่อไปได้

4. เพื่อวางแผนแนวทางการทำกิจกรรมบำบัดร่วมกัน ช่วยให้นักกิจกรรมบำบัดและผู้รับบริการสามารถกำหนดเป้าหมายร่วมกันได้ชัดเจนขึ้นว่าควรจะจัดการกับ “ก้อนหิน” (ปัญหา) ก้อนไหนก่อน หรือจะเสริมพลัง “ท่อนไม้” (ความสามารถ/ทรัพยากร) อย่างไร เพื่อช่วยให้ “กระแสชีวิต” กลับมาดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นที่สุด