ข่าว WLE รุ่นที่ 4 สัปดาห์ที่ 4
เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้อง Renew ชั้น 1 BDMS Connect Center ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ หลักสูตร Wellness and Longevity Program for Executives (WLE) รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์สมรส พงศ์ละไม แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด แพทย์เฉพาะทางและชำนาญในการใช้คลื่นแม่เหล็ก TMS และคลื่นพัลซ์ TPS กระตุ้นสมอง Brainwell Medical มาบรรยายในหัวข้อ “Brain Wellness Optimization” โดยท่านได้กล่าวว่านวัตกรรมการกระตุ้นสมองขั้นสูงถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญทางการแพทย์เชิงบูรณาการที่เข้ามาพลิกโฉมการดูแลรักษาโรคทางสมองและจิตเวช โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาทผ่านเทคโนโลยีที่ไม่ต้องผ่าตัดและมีความแม่นยำสูง ท่านวิทยากรได้นำเสนอแนวทางการรักษาที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง อัลไซเมอร์ ภาวะสมองเสื่อม โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ภาวะย้ำคิดย้ำทำ รวมถึงออทิสติกและปัญหาการเรียนรู้ในเด็ก หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้ประกอบด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะหรือ Transcranial Magnetic Stimulation เพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาทและส่งเสริมกระบวนการ Neuroplasticity ร่วมกับการใช้คลื่นกระแทกพลังงานต่ำหรือ Transcranial Pulse Stimulation ที่สามารถเจาะลึกเข้าสู่เนื้อสมองเพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ การเจริญเติบโตของเซลล์ต้นกำเนิดประสาท และเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระล้างของเสียในสมอง
จุดเด่นที่ทำให้การรักษานี้มีประสิทธิภาพสูงคือกระบวนการรักษาแบบเฉพาะบุคคลผ่านอัลกอริทึมขั้นสูงและการบูรณาการเครื่องมือวินิจฉัย เช่น MRI Neuronavigator และ qEEG NeuroScan ร่วมกับการวิเคราะห์กราฟการเชื่อมต่อของสมองโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกำหนดจุดกระตุ้นได้อย่างแม่นยำตรงจุด พร้อมทั้งมีการติดตามและประเมินผลลัพธ์ผ่านแบบประเมินมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลลัพธ์จากเคสตัวอย่างและการศึกษาที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกที่ชัดเจน เช่น การยกระดับคะแนนประเมินการรับรู้ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นนโยบายการรักษาที่ปลอดภัย ได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยาทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย แต่แพทย์ผู้ทำการรักษายังคงต้องคัดกรองข้อจำกัดและข้อควรระวังอย่างเคร่งครัด เช่น ในผู้ป่วยที่มีการฝังโลหะหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสมอง หรือผู้ที่มีภาวะเลือดออกในสมองและโรคทางกายเฉียบพลัน เพื่อความปลอดภัย โดยสรุป: นวัตกรรมการกระตุ้นสมองนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางของการแพทย์ยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความแม่นยำ ความปลอดภัย และการคืนคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับผู้ป่วยทุกคน

เวลา 15.30 น. หลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิชญ์ บรรณหิรัญ รองหัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าสาขาโรคหู คอ จมูกทั่วไป ภาควิชา โสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มาบรรยายในหัวข้อ “Understanding Insomnia : Sleep Disorders and Medical Treatments” โดยท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของการนอนหลับและการรักษาโรคจากการนอนหลับ โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเงียบจากโรคนอนไม่หลับ ซึ่งมีอัตราการพบสูงถึง 10% ถึง 15% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ หรือคิดเป็นประชากรประมาณ 5.6 – 8.4 ล้านคน ปัญหานี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยตรงแล้ว ยังสะท้อนถึงโอกาสทางการตลาดด้านสุขภาวะการนอนที่ยังเปิดกว้างอีกมาก
มนุษย์ใช้เวลาประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ ซึ่งทำหน้าที่รักษาสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ โดยสมองจะควบคุมกลไกการหลับและตื่นผ่านการทำงานประสานกันของศูนย์ส่งเสริมการหลับและศูนย์กระตุ้นการตื่น ร่วมกับระดับสารอะดีโนซีนและนาฬิกาชีวภาพที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน โครงสร้างการนอนหลับปกติจะแบ่งเป็น (1) ช่วง NREM ซึ่งเป็นช่วงหลับลึกที่มีความสำคัญต่อการซ่อมแซมเซลล์ การหลั่งโกรทฮอร์โมน และการกระตุ้นระบบกำจัดของเสียพิษในสมองเพื่อลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ (2) ช่วง REM ซึ่งเป็นช่วงหลับฝันที่ช่วยจัดเก็บความทรงจำ สมาธิ และปรับสมดุลทางอารมณ์ การนอนหลับที่ไม่ดีหรือการอดนอนเรื้อรังส่งผลเสียรุนแรงในระดับเซลล์ ก่อให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง ความเสียหายของ DNA และการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นตัวเร่งกระบวนการแก่ชราก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะอ้วน โรคไตเรื้อรัง โรคกรดไหลย้อน มะเร็ง ภาวะมีบุตรยาก ปัญหาทางจิตเวช ตลอดจนอุบัติเหตุจากการง่วงนอน สำหรับกลุ่มโรคการนอนหลับที่พบบ่อยในทางคลินิก ได้แก่ โรคนอนไม่หลับ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ภาวะง่วงมากผิดปกติ และความผิดปกติของวงจรการหลับตื่น
ปัจจุบันการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT-I ถูกยกให้เป็นการรักษาด่านแรกสำหรับโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ปัจจัยคงอยู่และพฤติกรรมโดยตรง ซึ่งให้ผลลัพธ์ยั่งยืนกว่าการพึ่งพายานอนหลับ เสริมด้วยเทคนิคการผ่อนคลาย ดนตรีบำบัด การรับแสงแดดยามเช้า รวมถึงเทคโนโลยีกระตุ้นคลื่นสมอง ขณะที่ผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นจะได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วยการทดสอบการนอนหลับ และรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก อุปกรณ์ในช่องปาก หรือการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ ทั้งนี้ การนอนหลับที่ดีและมีคุณภาพจะต้องมีความสมดุลใน 3 ด้าน คือ ปริมาณที่เพียงพอ คุณภาพที่ต่อเนื่อง และเวลาที่ตรงตามนาฬิกาชีวภาพ
เวลา 17.00 น. หลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์บัญชา ชื่นชูจิตต์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ) และเวชศาสตร์การกีฬา สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาบรรยายในหัวข้อ “Musculo-Skeletal Aging : Degeneration to Regeneration” ท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจโรคอย่างถูกต้อง ตลอดจนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการรักษาแบบเดิมที่เน้นเพียงการบรรเทาอาการ ปรับเปลี่ยนไปสู่เวชศาสตร์ฟื้นฟูภาวะเสื่อม (Regenerative Medicine) ที่มุ่งเน้นการซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่ถึงระดับเซลล์ เพื่อชะลอหรือหลีกเลี่ยงการผ่าตัดในระยะยาว
ในกลุ่มโรคของมือ ข้อมือ และข้อศอก ซึ่งมักเกิดจากการใช้งานซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน อาการที่พบบ่อยอย่างโรคนิ้วล็อกเกิดจากการตีบแคบของปลอกหุ้มเอ็นบริเวณโคนนิ้วสามารถรักษาได้ด้วยการพักใช้งาน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีผ่าตัดแผลเล็กและการใช้เข็มสะกิดเปิดปลอกหุ้มเอ็น ส่วนภาวะพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือจากการกดทับเส้นประสาทมีเดียนมักแสดงอาการชานิ้วมือตอนกลางคืน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ สำหรับภาวะข้อศอกเทนนิสนั้น การแพทย์ปัจจุบันพบว่าเป็นผลมาจากการเสื่อมสภาพของจุดเกาะเส้นเอ็นมากกว่าการอักเสบ จึงมีการนำนวัตกรรมเกล็ดเลือดเข้มข้นหรือ PRP เข้ามาช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ซึ่งให้ผลลัพธ์การรักษาในระยะยาวดีกว่าการฉีดสเตียรอยด์
สำหรับปัญหาบริเวณข้อไหล่ การแยกแยะโรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวทางการรักษา โดยภาวะไหล่ติดเกิดจากเยื่อหุ้มข้อหดรั้งทำให้ขยับไหล่ไม่ได้ในทุกทิศทาง ในขณะที่ภาวะเอ็นไหล่ฉีกผู้ป่วยจะไม่สามารถยกแขนเองได้ แต่ผู้อื่นยังสามารถช่วยยกขึ้นได้ นวัตกรรมการรักษาเอ็นไหล่ฉีกในปัจจุบันได้มีการนำเอ็นเทียมชีวภาพ (Bioinductive Implant) มาใช้เป็นโครงสร้างชั่วคราวเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อเอ็นใหม่ขึ้นมาแทนที่ ส่วนกรณีข้อไหล่เสื่อมรุนแรง เทคโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่เทียมแบบหัวกลับ (RTSA) ได้เข้ามาช่วยให้ผู้ป่วยที่สูญเสียเอ็นหุ้มข้อไหล่สามารถกลับมาใช้งานแขนและเล่นกีฬาได้อีกครั้งโดยอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อไหล่รอบข้างแทน
ในส่วนของข้อเข่าเสื่อมและภาวะหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาดที่จุดยึด (Root Tear) ซึ่งเป็นสาเหตุเร่งให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นหลายเท่า ทางเลือกการรักษาในยุคใหม่ได้ก้าวข้ามการรับประทานยาแก้ปวดไปสู่การใช้เซลล์บำบัด (Cell-based Therapy) เช่น การสกัดเซลล์จากไขกระดูก (BMAC) หรือไขมัน (MFAT) เพื่อนำมากระตุ้นการฟื้นฟูกระดูกอ่อนผิวข้อ ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม การควบคุมน้ำหนักอย่างถูกวิธี และการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเพื่อลดแรงกดกระแทกบริเวณข้อเข่าอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การรับมือกับวิกฤตเงียบอย่างโรคกระดูกพรุนและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) ที่เริ่มสลายตัวตั้งแต่อายุ 30 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการมีสุขภาวะที่ดีในระยะยาว การตรวจเช็กมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA Scan ร่วมกับการปฏิบัติ 4 เสาหลัก ได้แก่ (1) การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Weight Training) (2) การนอนหลับลึกอย่างสม่ำเสมอ (3) การได้รับโภชนาการที่สมดุลโดยไม่ตัดสารอาหารสุดโต่ง และ (4) การควบคุมโรคประจำตัวอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดกระดูกหัก ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย และคืนความแข็งแรงให้ผู้สูงวัยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ

เวลา 17.30 น. ได้มีการประชุมคณะกรรมการรุ่นของผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ครั้งที่ 1 นำโดยคุณไชยเสน พิศาลวาเลิศ ประธานรุ่นร่วมคนที่ 1 และประธานกลุ่มไฮโดรเจน, นาวาอากาศเอก (พิเศษ) นายแพทย์นิวัติ อินทรวิเชียร ประธานรุ่นร่วมคนที่ 2 และประธานกลุ่มไนโตรเจน, คุณบรรจง ฉุดพิมาย ประธานรุ่นร่วมคนที่ 3 และประธานกลุ่มออกซิเจน, คุณอรดี วรหิรัญ เหรัญญิกหลัก และเหรัญญิกกลุ่มคาร์บอน, คุณจงกิต แก้วกำพลกุล เหรัญญิกร่วม และเหรัญญิกกลุ่มออกซิเจน, คุณสมสมร ธรรมมนุญกุล เหรัญญิกร่วม และเหรัญญิกกลุ่มไนโตรเจน, คุณชลิดา จันน้ำท้วม เหรัญญิกร่วม และเหรัญญิกกลุ่มไฮโดรเจน, พยาบาลวิชาชีพศิริรัญญา ทรงศิริ ผู้ประสานใจร่วม และผู้ประสานใจกลุ่มไนโตรเจน และคุณปณิชา ชัยยศบูรณะ สมาชิกกลุ่มไฮโดรเจน เพื่อหารือในหัวข้อต่างๆ ดังนี้ (1) บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการรุ่นผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 (2) กำหนดการจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ เช่น 1) Thank You WLE 3 ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569, 2) WLE 4 Achievement Celebration ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569, 3) Welcome WLE รุ่น 5, 4) Uniting WLE 1-4 & Dinner Talk 2026 ในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 หรือกิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสม (3) เรื่องการจัดการการเงินของรุ่น โดยให้มีการเปิดบัญชีเงินฝากรุ่นของผู้เรียนหลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 กำหนดให้เหรัญญิกของรุ่น จำนวน 4 คน เป็นผู้มีชื่อในการเปิดบัญชี โดยให้เหรัญญิก 2 ใน 4 คน ทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินของรุ่นตามกิจกรรมที่คณะกรรมการรุ่นเห็นชอบ (4) กำหนดการเดินทางไปศึกษาดูงานประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันเสาร์ที่ 26 กันยายน – วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569
