ข่าว WLE รุ่นที่ 4 สัปดาห์ที่ 2
เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30 น. ณ ห้อง Renew ชั้น 1 BDMS Connect Center ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ หลักสูตร Wellness and Longevity Program for Executives (WLE) รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์นรินทร สุรสินธน Chief Executive Officer, The Longevist มาบรรยายในหัวข้อ “Update on Genetics & Immunity” โดยท่านได้กล่าวว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์ยุคใหม่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่แนวทาง Medicine 3.0 ซึ่งเปลี่ยนเป้าหมายจากการรอรักษาโรคทีละอวัยวะเมื่อเกิดอาการ (Medicine 2.0) มาเป็นการป้องกันและจัดการต้นเหตุร่วมของความชรา แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพราะวิทยาศาสตร์พบว่าอายุที่เพิ่มขึ้นคือปัจจัยเสี่ยงสูงสุดที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และอัลไซเมอร์ การเข้าไปชะลอกลไกความชราที่ต้นเหตุ จะช่วยยืดอายุขัยที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ได้อย่างแท้จริง
ความชราไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ แต่เกิดจากความเชื่อมโยงของกลไกทางชีววิทยา 12 ประการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามลำดับขั้นการเกิดโรค ได้แก่
- ความเสียหายระดับต้นน้ำ (Primary Hallmarks): เป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างความเสียหายระดับเซลล์ ได้แก่ (1.1) ความไม่เสถียรของจีโนม: DNA เสียหายสะสมเร็วกว่าที่ร่างกายจะซ่อมแซมได้ทัน (1.2) เทโลเมียร์หดสั้นลง: ส่วนปลายของโครโมโซมหดสั้นลงทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว (1.3) การเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์: ระบบเปิด-ปิดรหัสพันธุกรรมรวน (1.4) ระบบจัดการโปรตีนล้มเหลว: โปรตีนพับผิดรูปสะสมในเซลล์ (1.5) ระบบเก็บกวาดขยะในเซลล์ (Autophagy) ล้มเหลว: เซลล์ไม่สามารถกำจัดของเสียได้
- การตอบสนองที่ผิดเพี้ยน (Antagonistic Hallmarks): เมื่อมีความเสียหายสะสม ร่างกายจะตอบสนองจนเกิดผลเสีย ได้แก่ (2.1) ระบบรับรู้สารอาหารรวน: ได้รับสารอาหารเกินจำเป็นเรื้อรัง จนเซลล์เน้นเติบโตแต่ไม่ยอมซ่อมแซม นำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน (2.2) ไมโทคอนเดรียเสื่อมสภาพ: โรงงานสร้างพลังงานของเซลล์ทำงานถดถอย (2.3) การสะสมของเซลล์ชรา (Cellular Senescence): เซลล์กลายเป็นเซลล์ซอมบี้ที่ไม่ตายแต่ไม่ทำงาน และปล่อยสารอักเสบ
- ความล้มเหลวระดับระบบ (Integrative Hallmarks): คือผลลัพธ์สุดท้ายที่แสดงออกเป็นความชราที่สังเกตได้ ได้แก่ (3.1) สเต็มเซลล์หมดกำลัง: ร่างกายสูญเสียความสามารถในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (3.2) การสื่อสารระหว่างเซลล์ผิดเพี้ยน: ฮอร์โมนและระบบประสาททำงานไม่สอดคล้องกัน (3.3) ภาวะจุลชีพในลำไส้เสียสมดุล (Dysbiosis): ความหลากหลายของแบคทีเรียที่ดีลดลง นำไปสู่ภาวะลำไส้รั่ว (3.4) การอักเสบเรื้อรัง (Inflammaging): เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุด เพราะการอักเสบจะเร่งให้ทุกกลไกที่กล่าวมาแย่ลงไปพร้อมๆ กัน
เนื่องจากกลไกความชราเป็นความล้มเหลวของเครือข่ายระบบร่างกาย การป้องกันที่ให้ผลลัพธ์สูงสุด จึงไม่ใช่ยาวิเศษตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นการใช้แนวทางแบบองค์รวม ซึ่งควรทำในทุกช่วงวัย ได้แก่ (1) การรักษามวลกล้ามเนื้อ (Resistance Training): เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) และช่วยกระตุ้นการทำงานของสเต็มเซลล์ (2) การเพิ่มสมรรถภาพปอดและหัวใจ (Cardiorespiratory fitness): มุ่งเน้นการสร้างฐานความแข็งแรงของระบบแอโรบิก (3) การดูแลสุขภาพระบบเผาผลาญ: ให้ความสำคัญกับการลดไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) และควบคุมระดับอินซูลิน ซึ่งเป็นต้นตอของการอักเสบ (4) คุณภาพการนอนหลับ: เป็นรากฐานในการรักษาจังหวะนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) (5) การลดสารพิษและปัจจัยก่อการอักเสบ (Exposome) เช่น การหลีกเลี่ยงฝุ่น PM2.5 งดสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และจัดการกับความเครียดเรื้อรัง


เวลา 15.30 น. หลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้รับเกียรติจาก ดร. นายแพทย์สาครินทร์ บุญบรรเจิดสุข ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ็นโฟสิส จำกัด มาบรรยายในหัวข้อ “Epigenetics and the Biological Aging Clock” ท่านได้กล่าวว่าพันธุกรรมกำหนดความแก่ชราและโรคต่างๆ เพียง 20-30% เท่านั้น ในขณะที่อีก 70-80% ที่เหลือคือสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้เองผ่านพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
- 1. Epigenetics: สวิตช์ควบคุมชีวิตเหนือพันธุกรรม
- ดีเอ็นเอ (DNA) เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถเปลี่ยนลำดับอักษรได้
- เอพิเจเนติกส์ (Epigenetics) คือกลไกที่เปรียบเสมือนสวิตช์ เปิด-ปิดยีน หรือแถบกาวที่คอยควบคุมว่ายีนใดควรทำงานมากน้อยแค่ไหน
- กลไกหลักของระบบนี้คือ DNA Methylation ซึ่งใช้สารเคมีกลุ่มเมทิล (Methyl groups) เข้าไปเกาะบนดีเอ็นเอเพื่อสั่ง ปิดการทำงานของยีนนั้นๆ
- ในสภาวะปกติ ยีนที่ดี (เช่น ยีนต้านมะเร็งหรือคุมการอักเสบ) ควรถูกเปิดทำงาน ส่วนยีนที่ร้าย (เช่น ยีนสะสมไขมัน) ควรถูกปิด แต่เมื่อร่างกายเสื่อมสภาพหรือแก่ตัวลง สวิตช์เหล่านี้จะรวน (Epigenetic Instability) ทำให้ยีนที่ดีถูกปิดลง และยีนที่ร้ายกลับเปิดทำงาน
- นิยามใหม่ของอายุ: Chronological Age vs Biological Age
- อายุตามปฏิทิน (Chronological Age): คืออายุที่นับตามวันเกิด ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ย้อนกลับ หรือลดได้
- อายุชีวภาพ (Biological Age): คืออายุที่แท้จริงของเซลล์และอวัยวะภายใน ซึ่งสะท้อนความเสื่อมสภาพที่สามารถยืดหยุ่น เพิ่มขึ้น หรือลดลง (ย้อนกลับ) ได้
- เป้าหมายทางการแพทย์ในปัจจุบันคือการยืดอายุสุขภาพ (Healthspan) ให้ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ มีอิสระและปราศจากโรค ไม่ใช่แค่เพียงการเพิ่มอายุขัยหรือมีลมหายใจยาวนานขึ้น (Lifespan) เท่านั้น
- วิวัฒนาการนาฬิกาชีวภาพ (Epigenetic Clocks) การวิเคราะห์ความแก่ชราเปลี่ยนจากการดูเพียงลักษณะภายนอก สู่การใช้ นาฬิกาเซลล์ที่ช่วยรู้ล่วงหน้าก่อนร่างกายจะแสดงอาการป่วยเป็นปีๆ นาฬิกาชีวภาพนี้แบ่งเป็นเจเนอเรชันหลักๆ ดังนี้
- Gen 1 (Horvath Clock, 2013): นาฬิการุ่นแรกที่วิเคราะห์ DNA Methylation 353 ตำแหน่ง อิงจากอายุตามปฏิทิน ซึ่งดีในด้านนิติวิทยาศาสตร์แต่ยังไม่ไวต่อการวัดพฤติกรรมระยะสั้น
- Gen 2 (เช่น OMICmAge, Systems Age): ใช้การบูรณาการข้อมูลแบบ Multi-Omics (รวมทั้งเมทิลเลชัน, โปรตีน, สารเผาผลาญ และค่าคลินิก) ทำให้อ่านค่าได้แม่นยำและสามารถวัดอายุชีวภาพแยกย่อยระดับอวัยวะได้ถึง 11 ระบบ เช่น หัวใจ ปอด ไต และสมอง
- Gen 3 (DunedinPACE): เป็นนาฬิกาที่วัด “ความเร็ว” ของการแก่ชราในปัจจุบัน (Pace of Aging) หากค่าต่ำกว่า 1.0 หมายถึงร่างกายเสื่อมสภาพช้ากว่าปกติ เป็นรุ่นที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นที่นิยมในงานวิจัยมากที่สุด
- 5 เสาหลักต้านความชรา (Interventions) เอพิเจเนติกส์สามารถย้อนกลับได้ งานวิจัยระบุว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดเพียง 8 สัปดาห์ สามารถลดย้อนอายุชีวภาพได้เฉลี่ยถึง 3 ปี โดยอาศัย 5 เสาหลัก ได้แก่
- อาหารและโภชนาการ: เน้นรับประทานอาหารกลุ่ม Methyl Donors (เช่น ผักใบเขียวเข้ม บรอกโคลี โฟเลต วิตามินบี) เพื่อสร้างสวิตช์ปิดยีนร้าย และทำ Intermittent Fasting (IF) เพื่อเปลี่ยนโหมดเซลล์ให้กระตุ้นระบบทำความสะอาดและซ่อมแซมตัวเอง (Autophagy)
- การออกกำลังกาย: ควรมีทั้งเวทเทรนนิ่งเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและกระดูก คาร์ดิโอเพื่อหัวใจ และยืดเหยียดเพื่อป้องกันการล้ม
- การนอนหลับ: การนอนหลับลึกช่วยเปิดระบบ Glymphatic System ล้างสารพิษในสมอง หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงจะเร่งให้เซลล์แก่เร็วขึ้น
- การจัดการความเครียด: ความเครียดจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเปรียบเสมือนสารพิษที่สั่งปิดสวิตช์ยีนที่ดี
- หลีกเลี่ยงมลภาวะสารพิษ: ควันบุหรี่ ฝุ่น PM 5 ไมโครพลาสติก และแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ทำลายกลุ่มเมทิลอย่างถาวร ส่งผลให้ยีนรวนได้
นอกจากนี้ การใช้อาหารเสริม (Supplements) เช่น NMN, Spermidine, Omega-3, Resveratrol, Magnesium Glycinate และ Vitamin D3 ล้วนมีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยฟื้นฟูการทำงานของเซลล์และลดการอักเสบได้จริง เนื่องจากการทํางานของร่างกายเป็นระบบพลวัต (Dynamic) การเข้าตรวจวัดอายุชีวภาพด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง EpiSpan (ที่ครอบคลุมถึง OMICmAge และ DunedinPACE) ควรมีการตรวจประเมินซ้ำอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อเช็คผลลัพธ์ว่าสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ได้ผลจริงหรือไม่ และเพื่อปรับปรุงแผนการชะลอวัยให้แม่นยำที่สุด
เวลา 17.00 น. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สมอาจ วงษ์ขมทอง อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มไนโตรเจน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มคาร์บอน, นายแพทย์วิโรจน์ ตระการวิจิตร อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มไฮโดรเจน และดร.จิรากร ทิศายุกตะ อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มออกซิเจน ได้นำกิจกรรมการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนแต่ละกลุ่มเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้สมาชิกในแต่ละกลุ่มได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกันมากขึ้นและเลือกประธานกลุ่ม เหรัญญิกกลุ่ม และผู้ประสานใจกลุ่ม รวมทั้งปรึกษาหารือเรื่องการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มผู้เรียน

เวลา 18.00 น. หลักสูตร WLE รุ่นที่ 4 ได้จัดกิจกรรม Biohacking 1 : Measurements of Biological Aging เพื่อการวิเคราะห์สุขภาพในระดับ Epigenetics ด้วยอัลกอริธึมที่พัฒนาจากงานวิจัยชั้นนำระดับโลก เพื่อประเมินอายุเซลล์ร่างกาย และความเสื่อมของ 11 ระบบอวัยวะ รวมถึงผลด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องตอบโจทย์การดูเเลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และการวิเคราะห์อายุชีวภาพ (Biological Age) ด้วยเทคโนโลยีวิเคราะห์ระดับ Epigenetics จาก DNA Methylation เพื่อให้ได้อายุที่สะท้อนถึงสภาพการทำงานที่แท้จริงของร่างกายในปัจจุบัน โดยได้จัดให้มีการทำ Physical Measurement และ Epigenetic Measurement โดย บริษัท เจ็นโฟสิส จำกัด ณ ห้อง Balance ชั้น 3 BDMS Connect Center ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ
